เผยสาเหตุที่หนุ่มยอมทิ้งเงินเดือนกว่า 1.7 แสนบาทมาเป็นข้าราชการเงินเดือน 15,000 บาททำเอาน้ำตาไหล 

           เผยสาเหตุที่หนุ่มยอมทิ้งเงินเดือน เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจเป็นอย่างมากของชาวจีนคนหนึ่งที่อยู่ในเมืองหางโจวมณฑลเจ้อเจียงประเทศจีน

ที่เรื่องราวของเขานั้นถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ 163 โดยเรื่องราวของชาวจีนรายนี้ระบุว่าเขาทำงานเป็นพนักงานกินเงินเดือนซึ่งงานที่เขาทำนั้นทำอยู่ในบริษัทอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่งโดยบริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่และเขาได้ทำงานในตำแหน่ง Team leader มาเป็นระยะเวลานานกว่า 6 ปีแล้วซึ่งจากประสบการณ์การทำงานของเขานั้นทำให้เขามีรายได้เฉลี่ยปีละเกือบ 2 ล้านบาทหรือรายได้เดือนละประมาณ 4แสน หยวนเลยทีเดียว 

          อย่างไรก็ตามสิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับชาวโซเชียลที่มีต่อชายหนุ่มรายนี้ระบุว่าเขาได้มีการทิ้งเงินเดือนประมาณเดือนละ 4 แสนหยวนมาทำอาชีพรับราชการเป็นครูแต่เงินเดือนที่เขาได้รับนั้นเพียงแค่เดือนละประมาณ 15,000 บาทเท่านั้นซึ่งหลายคนนั้นต่างก็งงมากว่าทำไมเขาถึงยอมสละเงินเดือนปีละประมาณ 2 ล้านมารับเงินเดือนแค่ปีละประมาณ 2.3 แสนบาทซึ่งถ้าหากเทียบเงินเดือนกันแล้วจะเห็นได้เลยว่าถ้าเขาทำงานอยู่ที่เดิมในบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่เขาทำงานเพียงแค่ 2 เดือนก็เท่ากับเขาทำงานข้าราชการทั้งปีเลยทีเดียว 

        อย่างไรก็ตามเมื่อได้ฟังเหตุผลของชายหนุ่มรายนี้ก็ทำให้ทุกคนนั้นเกิดความประทับใจเป็น  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้     อย่างมากโดยใช้หนูรายนี้เล่าว่าในตอนแรกที่เขาย้ายมาอยู่ที่บ้านเกิดของเขานั้นเขารู้สึกเครียดเป็นอย่างมากเพราะค่าใช้จ่ายของเขาลดลงอย่างมากเขาต้องนำเงินเก็บที่มีอยู่ออกมาใช้จ่ายแต่สิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเลือกที่จะทิ้งเงินจำนวนมากมารับราชการที่บ้านเกิดนั่นก็เพราะว่าตัวเขานั้นเป็นลูกคนเดียวและพ่อกับแม่ของเขาก็แก่ชรามากแล้ว

            ซึ่งแม่ของเขานั้นสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเขาจึงตัดสินใจทิ้งเงินก้อนโตในเมืองกรุงกลับมาอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพื่อคอยดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราซึ่งหลังจากที่เขาย้ายมาอยู่ดูแลพ่อแม่อาการเจ็บป่วยของแม่ของเขาก็ดีขึ้นทำให้เขานั้นจากที่เคยรู้สึกเครียดและเสียใจที่ต้องเสียเงินก้อนโตไปเขาก็มีความสุขดีที่ได้อยู่กับครอบครัวซึ่งปัจจุบันนี้เขาได้มีการวางแผนอนาคตโดยการทำธุรกิจกับแฟนและยังรับราชการไปด้วยและเขาได้มีการนำเงินเก็บที่ทำรายได้ในแต่ละปีก่อนหน้านี้มาซื้อบ้านซื้อรถและมาลงทุนทำธุรกิจจัดการธุรกิจของพ่อแม่ซึ่งเปิดร้านขายอาหาร

          หลังจากที่คำนวณรายได้แล้วก็สามารถที่จะทำให้เขาและคนในครอบครัวใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขถึงแม้ว่าจะไม่ต้องรวยได้เงินก้อนเป็นจำนวนมากเหมือนเก่าแต่เขาก็รู้สึกสุขใจที่ได้อยู่กับครอบครัวเขามองว่าการที่ได้กลับมาดูแลพ่อแม่ทำให้เขานั้นมีความสุขมากกว่าการที่เขาทำงานอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่แต่ต้องมาเป็นกังวลใจเรื่องของอาการเจ็บป่วยของพ่อแม่นั้นเอง 

แท็กซี่มหาภัย  ผู้โดยสารถูก คนขับรถแท็กซี่ใช้กรรไกรกันกรรโชกทรัพย์ 

       แท็กซี่มหาภัย ในโลกออนไลน์กำลังมีการแชร์ข้อความเตือนสำหรับคนที่ต้องเดินทางด้วยรถแท็กซี่โดยระบุว่าในขณะนี้มีแท็กซี่สีเขียว- เหลือง   โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งเธอได้มีการโพสต์ Facebook เตือนภัยออกมาเมื่อวันที่ 14 เดือนมิถุนายนปีพศ 2560 4 ระบุว่าในขณะที่เธอยืนรอรถเมย์อยู่ตรงป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้างเซ็นจูรี่โดยป้ายรถเมล์ดังกล่าวนั้นอยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช

      ในขณะที่เธอยืนรอรถเมล์อยู่นั้นปรากฏว่ามีรถแท็กซี่คันสีเขียวเหลืองคันหนึ่งได้ขับเข้ามาจอดตรงบริเวณที่เธอยืนอยู่และมีชายซึ่งแต่งกายด้วยชุดคนขับรถแท็กซี่อายุน่าจะราวๆ 40 ปีเปิดประตูลงจากรถแท็กซี่มาหลังจากนั้นชายคนดังกล่าวก็เดินตรงมาที่เธอพร้อมทั้งใช้มือของเขากระชากหน้ากากอนามัยที่เธอสวมใส่อยู่ทันทีจนหน้ากากอนามัยนั้นหลุดออกจากหน้าของเธอและขาด

       หลังจากนั้นชายคนดังกล่าวก็เดินกลับไปที่รถของเขาและระหว่างที่เดินไปนั้นก็บ่นพึมพำอยู่ตลอดเวลาพร้อมทั้งยังหันมามองหน้าเธอเป็นระยะสร้างความหวาดกลัวให้กับเธอเป็นอย่างมากโดยเธอสามารถถ่ายเลขทะเบียนรถแท็กซี่คันที่ก่อเหตุเอาไว้ได้และมีการนำมาโพสต์เตือนภัยของคนในโลกออนไลน์ให้ระมัดระวังแท็กซี่คันดังกล่าวกัน

          อย่างไรก็ตามหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวนี้ถูกแชร์ออกไปปรากฏว่ามีคนเข้ามาพูดเกี่ยวกับรถแท็กซี่คันดังกล่าวเป็นจำนวนมาก ด้วยคนส่วนใหญ่พบว่าแท็กซี่คันดังกล่าวนั้นเป็นแท็กซี่มหาภัยที่ทำร้ายผู้โดยสารซึ่งมีคนบอกว่าตนเองนั้นเคยถูกแท็กซี่คันดังกล่าวพูดจาคุกคามข่มขู่บางครั้งก็ใช้กรรไกรออกมาขู่กรรโชกเรียกทรัพย์และบางคนก็เคยเจอว่าหลังจากที่ขึ้นรถแท็กซี่คันดังกล่าวแล้วคนขับรถแท็กซี่ได้พาเข้าม่านรูดโชคดีที่เขาสามารถที่จะหนีออกมาได้โดยไม่เกิดอันตราย

    และบางคนเป็นผู้ชายก็ยังระบุว่าพวกเขาเคยเจอชายคนขับรถแท็กซี่คันนี้ใช้ไม่น่า 3 ข่มขู่เพื่อรีดไถเงินของพวกเขาซึ่งเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้างโดยเรื่องนี้หญิงสาวคนดังกล่าวได้มีการนำภาพถ่ายของเลขทะเบียนรถแท็กซี่ไปแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่สถานีตำรวจเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยเธอนั้นแจ้งความในข้อหาทำร้ายร่างกาย

         อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามตัวคนร้ายจากเลขทะเบียนรถแท็กซี่ปรากฏว่าเจ้าของรถแท็กซี่ยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนขับรถคันดังกล่าวและแท็กซี่คันดังกล่าวนั้นได้มีการขายไปให้คนอื่นเรียบร้อยแล้วโดยผู้ที่รับซื้อต่อไปนั้นไม่ได้มีการโอนจึงทำให้ไม่ทราบชื่อของเจ้าของแท็กซี่รายใหม่นั่นเอง 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ufabet ฝาก-ถอน ออโต้